วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สารต้านมะเร็งจากเชื้อรา

เรียบเรียงจากเวบ MIT และ medlabnews
10 ตุลาคม 2552

เป็นครั้งแรกที่นักเคมีสามารถสังเคราะห์สารประกอบเชิงซ้อนที่ได้จากเชื้อราที่อาศัยในทะเล และมีความสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้

สารประกอบชนิดนี้ถูกค้นพบเมื่อสิบปีที่ผ่านมา โดย William Fenical จาก Scripps Institution of Oceanography (โครงสร้างดังรูปด้านซ้าย) มีชื่อว่า (+)-11,11'-Dideoxyverticillin A ซึ่งเป็นสารกลุ่ม alkaloids ที่มีโครงสร้างซับซ้อนมาก และจากการทดสอบในห้องทดลอง พบว่ามีความสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้

Mohammad Movassaghi นักวิจัยจาก MIT กล่าวว่า การสังเคราะห์สารเคมีชนิดนี้ขึ้นมาได้ จะทำให้การนำมาใช้ทางการค้ามีจุดเริ่มที่จะวิจัยพัฒนาต่อ เป็นตัวยาที่เหมาะสมได้ในอนาคต

จากการค้นพบนี้ ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถนำมาพัฒนา ดัดแปลงโครงสร้าง ให้เป็นสารที่อาจนำมาใช้เป็นยาสำหรับรักษาโรคมะเร็งในอนาคตได้ กลไกการทำลายมะเร็งของสารประกอบชนิดนี้ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจเป็นได้ว่า มีความเกี่ยวพันกับกระบวนการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมตามธรรมชาติของร่างกาย หรือ เกี่ยวข้องกับกลไกการส่งสัญญานต่างๆ ของเซลล์

Movassaghi กล่าวต่อว่า มันอาจเป็นกลไกป้องกันตัวเองของเชื้อรา ที่ทำโดยการหลั่งสารพิษ เพื่อแข่งขัน ปกป้องตัวเองจากการรุกรานของสิ่งมีชีวิตอื่น หรือ ปกป้องการเข้ามาแย่งแหล่งอาหารของตนก็ได้ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ก็เชือว่า สารนี้เป็นความหวังในการผลิตยารักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม เนื่องจากสารนี้มีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งเต้านมที่เพาะเลี้ยงในห้องทดลองได้

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552

microRNAs : ความหวังในการค้นหา marker สำหรับวินิจฉัยโรคมะเร็งตับอ่อน

เรียบเรียงจาก scientific american Spt 18, 2009 โดย Carina Storrs
3 ตุลาคม 2552

Scientists are looking at microRNAs for early detection of the notoriously silent cancer that usually becomes symptomatic after it is too late for treatment.

ความล้มเหลวในการตรวจพบมะเร็งตับอ่อนตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของโรค เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อัตราการตายของผู้ป่วยโรคนี้สูงมาก ประมาณการว่า ปีนี้ชาวอเมริกัน 42,000 คน ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ และเกือบทั้งหมดต้องเสียชีวิต โดย 76% เสียชีวิตภายในปีแรกที่ตรวจพบ

ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ มักมาด้วยอาการปวดท้อง น้ำหนักลด และดีซ่าน ซึ่งกว่าจะถึงอาการเหล่านี้ มะเร็งก็เข้าระยะ metastasis แล้ว ทำให้การรักษาโดยผ่าตัดไม่ได้ผลอีกต่อไป การทำ MRI หรือ CT scan ก็ไม่สามารถตรวจพบเนื้อร้ายนี้ และจนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มี markers ในเลือดใดๆ ที่น่าเชื่อถือพอที่ทางห้องปฏิบัติการ จะนำมาใช้เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคนี้ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

ความหวังใหม่ในการหา marker สำหรับโรคนี้ ได้มุ่งไปที่โมเลกุล RNA ขนาดเล็กที่เรียกชื่อว่า microRNAs ซึ่งเป็น RNA ที่ประกอบด้วย 19-25 nucleotides และไม่ถูกใช้ในการ translate เป็นโปรตีน แต่สามารถเข้าจับกับ target RNA ที่มี sequence ที่เข้ากันได้ ทำให้ RNA นั้นใช้สังเคราะห์โปรตีนไม่ได้ และถ้า target RNA ที่ถูกบล๊อคนี้ สามารถุถอดรหัสเป็น tumor suppressor protein ได้ ผลที่ได้สุดท้ายคือ ไม่มีการสร้าง tumor suppressor protein นั่นเท่ากับว่า microRNA นี้ ทำหน้าที่ส่งเสริมให้เซลล์มะเร็งเจริญได้ดี

จากการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานว่า microRNA 'signature' มีความเกี่ยวพันกับโรคมะเร็ง โดยสามารถตรวจพบระดับ microRNAs ในเนื้อเยื่อมะเร็งชนิดต่างๆ สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับคนที่ไม่เป็นมะเร็ง และในคนไข้มะเร็งตับอ่อน ก็สามารถตรวจพบระดับ microRNAs หลายสิบชนิดที่มีปริมาณแตกต่างจากคนไม่เป็นโรคนี้

คณะผู้วิจัยจาก University of Texas M.D.Anderson Cancer Center ใน Houston ได้ทดลองตรวจหาระดับ microRNA จากตัวอย่างเลือด โดยเลือก microRNA 4 ชนิด มาใช้ในการทดลอง ผลปรากฎว่า สามารถตรวจพบ microRNAs ในกระแสเลือดได้ และในเลือดของคนไข้มะเร็งตับอ่อน จะมีระดับที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับคนปกติ

อย่างไรก็ดี microRNAs 4 ชนิด ที่ใช้ในการทดลองนี้ ก็สามารถพบระดับสูงได้ในมะเร็งชนิดอื่นด้วย เช่น มะเร็งปอด และเต้านม ดังนั้น ผลที่ได้ จึงยังไม่สามารถใช้แยกแยะชนิดของมะเร็งออกจากกันได้ การทดลองขั้นต่อไป คือ ความพยายามค้นหา tissue-specific microRNAs ที่จำเพาะเฉพาะกับมะเร็งตับอ่อน เพื่อความหวังที่จะสามารถนำมาใช้ เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคนี้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

มะเร็งตับอ่อน เป็นมะเร็งชนิดที่สามต่อจากมะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งรังไข่ ที่สามารถตรวจพบ microRNAs ได้จากเลือด นักวิทยาศาสตร์หวังว่า ในอนาคต ความรู้เกี่ยวกับ tissue-specific microRNAs จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจคัดกรองชนิดของมะเร็งได้ และยังมีความหวังที่จะตรวจพบระดับสารตัวนี้ในปัสสาวะ และน้ำลายด้วย ซึ่งหากประสบผลสำเร็จ คนไข้ที่มาตรวจมะเร็ง จะไม่เจ็บตัวจากการถูกเจาะเลือดอีกต่อไปด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เอนไซม์สมอง CPE ช่วยลดน้ำหนัก

จาก เวบไซต์ โลกวันนี้
1 ตุลาคม 2552

นักวิจัยอิตาลีค้นพบเอนไซม์ในสมอง อาจช่วยรีดน้ำหนักตัวได้ โดยไม่กลับมาอ้วนเหมือนเดิม ผลจากการยับยั้งกลไกการป้องกันโดยธรรมชาติของร่างกาย ที่จะใช้พลังงานลดลงไปเมื่อกินน้อยลง

นิตยสารเนเจอร์ เมดิซีน รายงานผลการศึกษาของโดเมนิโค แอ็คซีลี ผู้เชี่ยวชาญด้านความผิดปรกติของต่อมไร้ท่อชาวอิตาลี ที่ค้นพบว่าเคมีในสมองตัวหนึ่งอาจช่วยรีดน้ำหนักตัวได้ ซึ่งได้แก่เอนไซม์ชื่อว่า CPE ที่อยู่ในสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับหลายส่วน รวมถึงด้านอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ความหิวและความอิ่ม

นักวิจัยเชื่อว่าเอนไซม์ CPE จะช่วยลดน้ำหนักตัวได้ด้วยการไปยับยั้งกลไกการป้องกันโดยธรรมชาติของร่างกายอย่างหนึ่งนั่นคือ มีการใช้พลังงานลดลงไปเมื่อคนเราบริโภคอาหารน้อยลง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้การลดน้ำหนักตัวโดยการรับประทานอาหารน้อยลงไม่ได้ผล หรือกลับมาอ้วนใหม่ได้อีก เพราะการรับประทานอาหารน้อยลงเพื่อลดน้ำหนักไปกระตุ้นให้กลไกดังกล่าวของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น โดยใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทั้งนี้ ในการทดลองกับหนูพบว่าเมื่อ CPE อยู่ในระดับต่ำ หนูจะกินอาหารมาก และร่างกายเผาผลาญพลังงานเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อ CPE มีระดับสูงขึ้น หนูกินอาหารน้อยลงไป ในขณะที่ร่างกายมีการใช้พลังงานในอัตราปรกติ นักวิจัยจึงคาดหวังว่าจะสามารถพัฒนายาที่ช่วยกระตุ้นหรือเพิ่ม CPE ในร่างกายเพื่อช่วยลดน้ำหนักตัวโดยไม่กลับมาอ้วนใหม่ได้ในอนาคตอันใกล้ หลังจากที่มียาที่คล้ายคลึงกันนี้สำหรับรักษาโรคเบาหวานและยารักษาโรคติดเชื้ออื่นๆเข้าตลาดแล้ว

========================

หมายเหตุเพิ่มเติม
1. CPE = Carboxypeptidase E

2. Reference

Nature Medicine
Published online: 20 September 2009 doi:10.1038/nm.2026

The obesity susceptibility gene Cpe links FoxO1 signaling in hypothalamic pro-opiomelanocortin neurons with regulation of food intake

Leona Plum1,5, Hua V Lin1, Roxanne Dutia1, Jun Tanaka1, Kumiko S Aizawa1, Michihiro Matsumoto1,2, Andrea J Kim1, Niamh X Cawley3, Ji-Hye Paik4, Y Peng Loh3, Ronald A DePinho4, Sharon L Wardlaw1 & Domenico Accili1

---------------------------------------------------------------

Abstract

Reduced food intake brings about an adaptive decrease in energy expenditure that contributes to the recidivism of obesity after weight loss. Insulin and leptin inhibit food intake through actions in the central nervous system that are partly mediated by the transcription factor FoxO1. We show that FoxO1 ablation in pro-opiomelanocortin (Pomc)-expressing neurons in mice (here called Pomc-Foxo1−/− mice) increases Carboxypeptidase E (Cpe) expression, resulting in selective increases of -melanocyte–stimulating hormone (-Msh) and carboxy-cleaved -endorphin, the products of Cpe-dependent processing of Pomc. This neuropeptide profile is associated with decreased food intake and normal energy expenditure in Pomc-Foxo1−/− mice. We show that Cpe expression is downregulated by diet-induced obesity and that FoxO1 deletion offsets the decrease, protecting against weight gain. Moreover, moderate Cpe overexpression in the arcuate nucleus phenocopies features of the FoxO1 mutation. The dissociation of food intake from energy expenditure in Pomc-Foxo1−/− mice represents a model for therapeutic intervention in obesity and raises the possibility of targeting Cpe to develop weight loss medications.

พยาธิลำไส้ ป้องกัน “ภูมิแพ้”

จาก เวบไซต์ โลกวันนี้
1 ตุลาคม 2552

นักวิจัยอังกฤษและเวียดนามศึกษาพบว่า การติดเชื้อปรสิตหรือพยาธิในลำไส้ ช่วยป้องกันการเป็นโรคภูมิแพ้ได้ โดยหลังถ่ายพยาธิให้เด็กในเวียดนามพบมีอัตราป่วยภูมิแพ้ไรฝุ่นเพิ่ม

บีบีซี นิวส์ ออนไลน์ รายงานการศึกษาของนักวิจัยมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมในอังกฤษ และนักวิจัยชาวเวียดนามพบว่า เชื้อปรสิตหรือพยาธิที่สิงสถิตในลำไส้ของคน อาจช่วยปูทางสู่วิธีการใหม่ๆ เพื่อรักษาโรคหืดและโรคภูมิแพ้อื่นๆ ได้ โดยพบว่า แม้มีการระบาดของโรคติดเชื้อพยาธิปากขอและพยาธิชนิดอื่นๆใ นเวียดนาม แต่กลับมีการเกิดโรคหืดและโรคภูมิแพ้ชนิดอื่นๆ ในอัตราต่ำ และการถ่ายพยาธิในร่างกาย สามารถทำให้เด็กๆ เกิดโรคภูมิแพ้เนื่องจากไรฝุ่นเพิ่มขึ้น

ที่ผ่านมา การปรับปรุงดีขึ้นในด้านสุขอนามัย สามารถช่วยลดการติดเชื้อพยาธิในกลุ่มประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ลงไปได้ แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า พยาธิที่มีวิวัฒนาการร่วมกับมนุษย์มานานหลายล้านปี มีวิธีปรับตัว ที่ช่วยเอื้อให้รอดพ้นจากการทำลายของระบบภูมิคุ้มกัน และทำให้อยู่ในร่างกายของคนได้ อีกทั้งยังกลายเป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันได้อย่างลงตัว โดยเมื่อปราศจากเชื้อพยาธิในลำไส้หรือปรสิตชนิดอื่นๆ สามารถส่งผลสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน และทำให้กลายเป็นโรคหืดและภูมิแพ้ชนิดอื่นๆ ตามมาได้

จากการศึกษาล่าสุดที่เกิดขึ้นในเขตชนบททางภาคกลางของเวียดนาม ซึ่งมีอัตราการติดเชื้อพยาธิในลำไส้และอื่นๆ ในเด็ก 2 ในทุกๆ 3 คน แต่แทบไม่พบการเจ็บป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ โดยมีเด็กที่เข้าร่วมการศึกษาจำนวนมากกว่า 1,500 คน อายุระหว่าง 6-17 ปี โดยนักวิจัย ได้ให้ยาถ่ายพยาธิแก่เด็กๆ ซึ่งยาจะไม่ส่งผลต่ออัตราป่วยโรคหืดและโรคภูมิแพ้ผิวหนัง ผลที่ได้พบว่า เด็กที่ได้รับยา ป่วยเป็นภูมิแพ้ไรฝุ่นภายในบ้านเพิ่มขึ้น ในขณะที่ 80% ของกลุ่มเด็กที่เป็นโรคหืดอยู่แล้วได้กลายเป็นภูมิแพ้ไรฝุ่นและแพ้สารก่อภูมิแพ้อื่นๆในสิ่งแวดล้อม

นักวิจัยชี้ว่า ผลที่ได้นี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า พยาธิในลำไส้ สามารถช่วยลดปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ให้ลดลงได้

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

Old Red Blood Cells May Double Mortality In Trauma Patients

จาก เวบไซต์ Science daily
23 กันยายน 2552

ผู้ป่วย severe trauma ที่ต้องมีการให้เลือด มีแนวโน้มตายเพิ่มเป็นสองเท่าถ้าเลือดที่ได้รับเป็นเม็ดเลือดแดงเก่าที่เก็บไว้มากกว่า 1 เดือน

Severe trauma patients requiring a major transfusion are twice as likely to die if they receive red blood cells stored for a month or longer, according to research published in BioMed Central's open access journal Critical Care. The increased rate of death was measured up to six months post transfusion which is consistent with previous reports in cardiac surgery patients.

Philip Spinella and Christopher Carroll, both pediatric intensivists from Connecticut Children's Medical Center, Hartford, Connecticut, USA and their team studied 202 severe trauma patients treated at Hartford Hospital following a critical injury with five or more units of red blood cells.
They found that even one unit of red blood cells stored more than 28 days doubled the incidence of deep vein thrombosis and increased death secondary to multiple organ failure. Though medical experts had long suspected that older red blood cells caused complications, this is one of the first studies to strongly support this dramatic link.

This study differs from previous studies since the amount of RBC units transfused to the fresh and old RBC study groups were equal. As a result, this eliminated the major criticism of previous studies that it is the amount of RBCs transfused not the storage age that was affecting outcomes.

Over 29 million units of blood were transfused in the United States in 2004, and this is a routine and reliable part of trauma care treatment around the world. However, red blood cell transfusion continues to be associated with adverse complications.

This study provides evidence that allows doctors to reduce these risks by giving fresher red blood cells to severe trauma patients who need these major transfusions for life-saving procedures.

According to Spinella, 'The preferential use of younger RBCs to critically ill patients has the potential to increase waste due to outdating. Since blood is often a scarce resource this is important and methods need to be developed to minimize waste while providing the most efficacious and safe blood product for a given patient.

The authors speculate, 'These important findings should encourage research into the effects of old blood and coagulation in critically ill patients. With the widespread of use of red blood cell transfusion for critically injured patients, this study has the potential to cut deaths in hospitals around the world.'

===============================
Journal reference:

Philip C Spinella, Christopher L Carroll, Ilene Staff, Ronald Gross, Jacqueline Mc Quay, Lauren Keibel, Charles E Wade and John B Holcomb. Duration of red blood cell storage is associated with increased incidence of deep vein thrombosis and in-hospital mortality in patients with traumatic injuries.

Critical Care, 2009; (in press)


วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

นวัตกรรมใหม่ในการตรวจเบาหวานโดยไม่ต้องเจาะเลือด

จาก เวบไซต์ โลกวันนี้
22 กันยายน 2552

“เครื่องตรวจหาโรคเบาหวานระยะแรก” โดยไม่ต้องเจาะเลือด “EZ SCAN” ของบริษัทฟรังโก-แปซิฟิกในฝรั่งเศส

เครื่องมือชิ้นนี้ใช้เทคโนโลยีไอออนโต หรือทำงานโดยใช้กระบวนการ reverse iontophoresis ซึ่งเป็นการดึง “คลอไรด์” และ “โพแทสเซียม” ออกมาจากต่อมเหงื่อ เพื่อวัดว่าเป็นเบาหวานหรือไม่ จากปรกติที่สามารถตรวจได้จากเลือด โดยทราบผลในเวลาเพียง 3 นาที และมีความแม่นยำสูงถึง 92% ช่วยให้ตรวจพบโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เนื่องจากเบาหวานประเภทนี้พบมากในผู้ใหญ่ แต่ไม่แสดงอาการ จนกว่าจะเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้น การตรวจพบเร็ว จะช่วยให้แพทย์สามารถรักษาได้อย่างรวดเร็ว

เครื่องมือชิ้นนี้นอกจากมีข้อดีตรงที่ไม่ต้องเจาะเลือดให้เจ็บตัวแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องงดน้ำและอาหารก่อนตรวจ ใช้งานง่าย ผู้ตรวจไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญสูง มีขั้นตอนเพียงเสียบปลั๊ก ป้อนข้อมูลอายุ เพศ น้ำหนัก ความดันเลือดของผู้จะตรวจ หลังจากนั้นไปยืนตรงจุดที่กำหนดให้ฝ่าเท้า ฝ่ามือวางลงไป และมีอุปกรณ์สวมศีรษะ ก่อนปล่อยกระแสไฟฟ้ากำลังต่ำเพียง 4 โวลต์ ซึ่งเท่ากับถ่าน 1 ก้อน จากนั้นเครื่องจะทำงานโดยอัตโนมัติ ผู้ตรวจสามารถอ่านผลผ่านหน้าจอว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดปรกติหรือเข้าข่ายเป็นเบาหวานหรือไม่

บริษัทฟรังโก-แปซิฟิกเพิ่งเปิดตัว EZ SCAN เมื่อปี 2007 ในโซนยุโรป หลังวิจัยและพัฒนาเป็นเวลา 5 ปี และมีการวิจัยเพื่อยืนยันผลแล้วในฝรั่งเศสและอินเดีย มีจำหน่ายทั้งในยุโรปเอเชีย เช่น อินเดีย จีน และไต้หวัน

สำหรับในไทยยังอยู่ระหว่างการขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คาดว่าจะผ่านการอนุมัติในสิ้นปีนี้ ซึ่งเครื่องมือชิ้นนี้เหมาะสำหรับใช้ในโรงพยาบาล เนื่องจากมีราคาสูงราว 2 ล้านบาท และทางฟรังโก-แปซิฟิกยังมีแผนศึกษาการตรวจด้วยเครื่องนี้ร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดีด้วย

ความหวังใหม่ในการตรวจเลือดเพื่อชี้บ่งมะเร็งในลำไส้ และกระเพาะอาหาร

ที่มา เวบไซต์ abcnews
ภาพจาก oncolink
22 กันยายน 2552


นักวิจัยจากบริษัทในเบลเยี่ยมและเยอรมัน (Ulrike Stein และ Louwagie) ได้เปิดเผยถึงการค้นพบวิธีการทดสอบแบบใหม่ทางห้องปฏิบัติการ ที่จะช่วยแพทย์ตรวจหามะเร็งในลำไส้และกระเพาะอาหารได้อย่างง่ายๆ ราคาไม่แพง และพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของโรค โดยการเจาะเลือด แล้วตรวจหายีนที่จำเพาะ (specific genetic signals) ที่เรียกว่า S100A4

Ulrike stein กล่าวว่า 'ผู้ป่วยมะเร็งจะมีระดับยีน S100A4 สูงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่เป็นมะเร็ง การตรวจพบยีนนี้ในกระแสเลือด จะช่วยให้เราสามารถติดตามการดำเนินของโรคได้ตลอดระยะเวลาที่ให้การรักษา'

มะเร็งลำไส้มีอุบัติการณ์สูง และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเป็นลำดับที่สองของสหรัฐและยุโรป ประมาณการว่า มีคนเป็นโรคนี้ 560,000 คนต่อปี และในจำนวนนี้ เสียชีวิตถึง 250,000 คน การตรวจพบและวินิจฉัยโรคได้ในระยะเริ่มแรก จะช่วยให้อัตราการตายลดลง